ชีวภัณฑ์คืออะไร? รู้จักจุลินทรีย์ทางการเกษตร และความแตกต่างของแต่ละชนิด

PUI PARTNER · คลังความรู้ · เลือกใช้ชีวภัณฑ์

ชีวภัณฑ์คืออะไร

เมื่อพูดถึงการดูแลพืช หลายคนอาจคุ้นเคยกับปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ หรือสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช แต่ยังมีผลิตภัณฑ์อีกกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในระบบการเกษตร นั่นคือ “ชีวภัณฑ์” (Biological Products)

ชีวภัณฑ์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงป้องกันหรือควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืชเท่านั้น แต่ผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพบางประเภทและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ยังเกี่ยวข้องกับ การย่อยสลายอินทรียวัตถุ การเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหาร และการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช

แล้วชีวภัณฑ์คืออะไร? ทำงานอย่างไร? และทำไมจุลินทรีย์แต่ละชนิดจึงมีประโยชน์แตกต่างกัน?

ชีวภัณฑ์ (Biological Products) คืออะไร?

ชีวภัณฑ์ คือ ผลิตภัณฑ์ที่อาศัยสิ่งมีชีวิตหรือสารที่ได้จากสิ่งมีชีวิตมาใช้ประโยชน์ เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส หรือสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์อื่น ๆ โดยในภาคการเกษตรมีการนำมาใช้เพื่อควบคุมศัตรูพืช ส่งเสริมการเจริญเติบโต และสนับสนุนการจัดการระบบการผลิตพืช

ชีวภัณฑ์ที่พบได้บ่อยในงานเกษตรคือ ชีวภัณฑ์จากจุลินทรีย์ ซึ่งนำจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเฉพาะมาใช้ประโยชน์ เช่น เชื้อราที่ช่วยยับยั้งเชื้อสาเหตุโรคพืช หรือแบคทีเรียที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงบางชนิด

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่จุลินทรีย์ทุกชนิดจะทำหน้าที่เหมือนกัน และไม่ใช่ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ทุกชนิดจะจัดเป็นชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช เพราะบางชนิดอยู่ในกลุ่มปุ๋ยชีวภาพหรือผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สำหรับการจัดการดิน

จำง่าย ๆ : ชีวภัณฑ์ไม่ได้มีหน้าที่เหมือนกันทั้งหมด

ต้องพิจารณาว่าใช้จุลินทรีย์ชนิดใด และต้องการนำไปใช้เพื่ออะไร เพราะจุลินทรีย์แต่ละชนิดมีคุณสมบัติและกลไกการทำงานแตกต่างกัน


จุลินทรีย์ทางการเกษตร แบ่งตามหน้าที่ได้อย่างไร?

เพื่อให้เข้าใจง่าย สามารถแบ่งกลุ่มจุลินทรีย์ที่นำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรตามหน้าที่หลักได้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช

เน้นยับยั้งและแข่งขันกับเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคพืช

2. กลุ่มควบคุมแมลงศัตรูพืช

เน้นเข้าทำลายหรือควบคุมแมลงศัตรูพืชเป้าหมาย

3. กลุ่มจุลินทรีย์ย่อยสลายอินทรียวัตถุ

เน้นย่อยสลายฟางข้าว ตอซัง และเศษซากพืช

4. กลุ่มส่งเสริมการเจริญเติบโตและการใช้ธาตุอาหาร

เน้นสนับสนุนระบบรากและเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหาร

1. กลุ่มควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช 

จุลินทรีย์กลุ่มนี้มีบทบาทในการยับยั้งหรือแข่งขันกับเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคพืช โดยอาศัยกลไกทางธรรมชาติ เช่น การแย่งพื้นที่และอาหาร การสร้างสารยับยั้ง หรือการเข้าทำลายเชื้อสาเหตุโรคพืชบางชนิด

ไตรโคเดอร์มา (Trichoderma spp.)

เป็นเชื้อราที่มีประโยชน์ นิยมนำมาใช้ในระบบจัดการโรคพืช โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อสาเหตุโรคในดินและบริเวณรากพืช

บทบาทสำคัญ

  • ช่วยยับยั้งเชื้อสาเหตุโรคพืชบางชนิด
  • แข่งขันแย่งอาหารและพื้นที่กับเชื้อก่อโรค
  • สนับสนุนการจัดการโรคพืชบริเวณรากและดิน
  • เชื้อบางสายพันธุ์ช่วยส่งเสริมการพัฒนาระบบรากของพืช

บาซิลลัส ซับทิลิส (Bacillus subtilis : BS)

เป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์ โดยบางสายพันธุ์สามารถสร้างสารที่ช่วยยับยั้งเชื้อสาเหตุโรคพืช และแข่งขันกับจุลินทรีย์ก่อโรคในบริเวณที่อาศัยอยู่

บทบาทสำคัญ

  • ช่วยยับยั้งเชื้อราหรือแบคทีเรียสาเหตุโรคพืชบางชนิด
  • บางสายพันธุ์สร้างสารที่มีฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ก่อโรค
  • แข่งขันกับเชื้อก่อโรคบริเวณผิวพืชหรือรากพืช
  • ใช้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางจัดการโรคพืชแบบผสมผสาน

2. กลุ่มควบคุมแมลงศัตรูพืช 

ชีวภัณฑ์กลุ่มนี้นำจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเข้าทำลายแมลง หรือสร้างสารออกฤทธิ์ต่อแมลงเป้าหมาย มาใช้เพื่อลดประชากรแมลงศัตรูพืช

บิวเวอเรีย (Beauveria spp.)

เป็นเชื้อราที่สามารถเข้าทำลายแมลงศัตรูพืชได้ โดยสปอร์ของเชื้อราเกาะบนผิวลำตัวแมลง ก่อนงอกและเข้าสู่ตัวแมลงภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

บทบาทสำคัญ

  • ใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชบางชนิด
  • มีการนำมาใช้กับแมลงปากดูดบางกลุ่ม เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง และแมลงหวี่ขาว
  • เข้าทำลายแมลงผ่านผิวลำตัว โดยไม่จำเป็นต้องให้แมลงกินเชื้อเข้าไป

เมทาไรเซียม (Metarhizium spp.)

เป็นเชื้อราที่เข้าทำลายแมลงผ่านผิวลำตัว เช่นเดียวกับบิวเวอเรีย โดยมีการนำมาใช้ควบคุมแมลงหลายกลุ่ม รวมถึงแมลงศัตรูพืชที่อาศัยอยู่ในดิน

บทบาทสำคัญ

  • ใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชบางชนิด
  • มีการนำมาใช้กับแมลงปีกแข็งและแมลงศัตรูพืชในดินบางกลุ่ม
  • เข้าทำลายแมลงด้วยกระบวนการติดเชื้อผ่านผิวลำตัว

บาซิลลัส ทูริงจิเอนซิส (Bacillus thuringiensis : BT)

เป็นแบคทีเรียที่สามารถสร้างโปรตีนที่มีฤทธิ์ต่อแมลงเป้าหมายบางชนิด โดยผลิตภัณฑ์ BT ที่ใช้กันแพร่หลายมีบทบาทในการควบคุมหนอนผีเสื้อศัตรูพืช

บทบาทสำคัญ

  • ใช้ควบคุมหนอนศัตรูพืชตามชนิดและสายพันธุ์ของเชื้อ
  • ออกฤทธิ์เมื่อหนอนกินส่วนของพืชที่มีสารออกฤทธิ์จาก BT เข้าไป
  • ส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารของหนอนเป้าหมาย ทำให้หยุดกินอาหารและตายในเวลาต่อมา

3. กลุ่มจุลินทรีย์ย่อยสลายอินทรียวัตถุ

นอกจากจุลินทรีย์ควบคุมโรคและแมลงแล้ว ยังมีจุลินทรีย์อีกกลุ่มที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับ การย่อยสลายเศษซากพืชและอินทรียวัตถุ โดยช่วยสนับสนุนกระบวนการหมุนเวียนธาตุอาหารในดิน

จุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าวและตอซัง (ออริจิ้น)

จุลินทรีย์บางสายพันธุ์ เช่น แบคทีเรียกลุ่ม Bacillus และเชื้อราที่มีความสามารถในการสร้างเอนไซม์ย่อยสลายสารอินทรีย์ สามารถนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์สำหรับช่วยเร่งการย่อยสลายฟางข้าว ตอซัง และเศษพืช

บทบาทสำคัญ

  • ช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายเศษซากพืชภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
  • สนับสนุนการเปลี่ยนเศษวัสดุอินทรีย์ให้เข้าสู่กระบวนการหมุนเวียนธาตุอาหาร
  • ช่วยในการจัดการเศษพืชหลังการเก็บเกี่ยว
  • สนับสนุนแนวทางจัดการฟางข้าวโดยไม่จำเป็นต้องเผา

4. กลุ่มจุลินทรีย์ส่งเสริมการเจริญเติบโตและการใช้ธาตุอาหาร

จุลินทรีย์บางชนิดมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหาร หรือสนับสนุนการเจริญเติบโตของระบบราก โดยมักเกี่ยวข้องกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า ปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer)

PGPR (Plant Growth-Promoting Rhizobacteria)

เป็นกลุ่มแบคทีเรียบริเวณรากพืชที่สามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การช่วยละลายธาตุอาหารหรือการสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการเจริญของราก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

ข้อควรรู้ก่อนใช้ชีวภัณฑ์

1. ชีวภัณฑ์ไม่ได้ออกฤทธิ์ทันทีทุกชนิด

จุลินทรีย์ต้องอาศัยกระบวนการทางชีวภาพในการทำงาน ผลที่เกิดขึ้นจึงขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ เป้าหมาย และสภาพแวดล้อม

2. ไม่ควรผสมกับสารเคมีทุกชนิดโดยไม่ตรวจสอบ

สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชบางชนิด โดยเฉพาะสารที่มีฤทธิ์ต่อจุลินทรีย์ อาจส่งผลต่อความมีชีวิตหรือประสิทธิภาพของเชื้อ ควรตรวจสอบข้อมูลความเข้ากันได้และคำแนะนำบนฉลากก่อนใช้ร่วมกัน

3. การเก็บรักษามีความสำคัญ

ผลิตภัณฑ์ที่มีจุลินทรีย์มีชีวิตอาจได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด และระยะเวลาเก็บรักษา จึงควรเก็บตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์

4. ชีวภัณฑ์ไม่ใช่สิ่งที่ใช้ทดแทนการดูแลพืชทั้งหมด

การจัดการโรคและแมลงยังต้องอาศัยการสำรวจแปลง การดูแลดิน น้ำ ธาตุอาหาร และการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานร่วมด้วย

------------------------------------------------

สอบถามรายละเอียด

Line: @puipartner https://lin.ee/z5Aa9pD

โทร. 082-415-4939

#รับผลิตปุ๋ย #โรงงานผลิตปุ๋ย #สร้างแบรนด์ปุ๋ย #โรงงานOEMปุ๋ย #ผลิตปุ๋ยแบรนด์ตัวเอง #รับผลิตสารปรับสภาพดิน

บทความที่เกี่ยวข้อง

← กลับไปคลังความรู้

START YOUR BRAND

ไขข้อสงสัยว่าชีวภัณฑ์ต่างกันยังไง

Pui Partner — คู่ค้าที่ไว้ใจได้ เข้าถึงง่าย ได้มาตรฐาน ปรึกษาฟรี ไม่ผูกมัด

ทัก LINE @puipartner Facebook Pui Partner YouTube @PuiPartner โทร 082-415-4939 puipartner@gmail.com